Saturday, February 7, 2009

ออมสิน’ให้กู้ตกงาน

จัดทำบทความโดย :: นางสาว กรุณา ธีระปกรณ์กุล
เลขทะเบียน :: 4901202147

เรื่อง ออมสิน’ให้กู้ตกงาน
............................................................

ธนาคารออมสิน ทุ่มสุดตัว ปลายมี.ค. ออก 2 โครงการช่วยเหลือคนตกงานและผู้ประกอบการ
นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในช่วงปลายเดือนมี.ค. นี้จะเปิดตัว 2 โครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชน ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ได้แก่ สินเชื่อเพื่อคนตกงาน และบริการ แฟกตอริง โดยทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการวางกรอบและเงื่อนไขในการให้บริการ

สินเชื่อสำหรับคนตกงานหรือถูกปลดออกจากงาน จะอยู่ภายใต้โครงการธนาคารประชาชน แต่จะเพื่อเงื่อนไขพิเศษสำหรับคนตกงานโดยเฉพาะ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถขอสินเชื่อไปใช้ในการประกอบอาชีพ โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ ค้ำประกัน ในวงเงินรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มวงเงินกู้เริ่มต้นสำหรับลูกค้ารายใหม่ จาก 3 หมื่นบาท เป็น 5 หมื่นบาท

ทั้งนี้ เมื่อปี 2551 มีประชาชนมาขอสินเชื่อในโครงการธนาคารประชาชน 1.7 แสนราย และคาดว่าในปี 2552 จะมีประชาชนมาขอสินเชื่อในโครงการดังกล่าว 2.5 แสนราย
“แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ไม่เป็นห่วงว่าสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนจะกลายเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพราะธนาคารออมสินมีระบบการติดตามที่ดี ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีเอ็นพีแอลเพียง 7-8% ของสินเชื่อคงค้างเท่านั้น” นายเลอศักดิ์ กล่าว

สำหรับการให้บริการแฟกตอริง หรือบริการรับซื้อบัญชีลูกหนี้การค้าเพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนในช่วงที่ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการให้สินเชื่อ โดยตั้งวงเงินไว้ 5,000 ล้านบาท
นายเลอศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในปี 2552 ตั้งเป้าหมายขยายสินเชื่อสุทธิ 5.6 หมื่นล้านบาท โดยยังคงรักษาสัดส่วนลูกค้ารายย่อยไว้ที่ 80-85% และเพิ่มเงินฝากอย่างน้อย 3.5 หมื่นล้านบาท โดย 66% เป็นเงินฝากประจำ

“ธนาคารออมสินมีสัดส่วนเงินฝากประจำมากกว่าธนาคารพาณิชย์ที่มีประมาณ 50% ทำให้มีต้นทุนเงินฝากเฉลี่ย 2.3% สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ธนาคารออมสินยังมีต้นทุนแฝงในการดูแลสังคมและพนักงานเกษียณประมาณ 1.7-1.8% ขณะที่มีรายรับเฉลี่ย 5.5% เพราะฉะนั้นธนาคารมีส่วนต่างดอกเบี้ยเท่ากับ 1.5% เท่านั้น” นายเลอศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ในปี 2551 มีสัดส่วน เอ็นพีแอลเพียง 3.31% ของสินเชื่อรวม ซึ่งคาดว่าในปี 2552 จะสามารถปรับลดลงต่ำกว่า 3% ได้ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในระบบธนาคาร โดยมีแผนที่จะตั้งฝ่ายงานบังคับคดีเพื่อดูแลสินทรัพย์ที่ได้จากการบังคับคดี

นอกจากนี้ นายเลอศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีของบริษัท การบินไทย ว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากการบินไทย ซึ่งหากได้รับการติดต่อมาจะต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ

“ถ้าต้องรักษาสัดส่วนลูกค้ารายย่อยไว้ประมาณ 85% เพราะฉะนั้นถ้าให้สินเชื่อกับการบินไทยแล้วจะนำเงินไปช่วยเหลือกิจกรรมอย่างอื่น เช่น การจำนำข้าว ธนาคารยังคงบทบาทในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” นายเลอศักดิ์ กล่าว

ที่มา ::
http://www.posttoday.com/finance.php?id=30991

.........................................................

คำถามท้ายเรื่อง

1.ธนาคารออมสินได้มีโครงการช่วยเหลือคนตกงานและผู้ประกอบการ อย่างไร

2.การขอสินเชื่อสำหรับคนตกงานหรือถูกปลดออกจากงาน จะต้องมีหลักฐานในการขอหรือไม่ ถ้ามีต้องใช้อะไรบ้าง แล้วมีจำนวนวงเงินที่ได้เท่าไร

3.ธนาคารออมสินมีความเป็นห่วงว่าสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนจะกลายเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือไม่ เพราะเหตุใด




Tuesday, January 27, 2009

ธปท.คาดมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้ (2552) จะติดลบ


จัดทำบทความโดย :: นางสาว นภาพร ยะตินันท์
เลขทะเบียน :: 4901202146

เรื่อง ธปท.คาดมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้ (2552) จะติดลบ

...................................................

ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับลดอัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2552 เหลือร้อยละ 0-2 จากประมาณการเดิมเมื่อเดือนตุลาคมปี 2551 ที่ร้อยละ 3.8-5 และมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะติดลบ หากเศรษฐกิจโลกถดถอยกว่าที่คาด ปี 2553 คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 2-4

รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อ ฉบับเดือนมกราคม 2552
นางสาวดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนมกราคม 2552 ในวันที่ 23 มกราคม 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน


เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ขยายตัวร้อยละ 4.0 จากระยะเดียวกันปีก่อน ชะลอลงจาก ร้อยละ 6.0 และ 5.3 ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2551 ตามลำดับ สอดคล้องกับที่คณะกรรมการฯ คาดไว้ โดยเป็นผลมาจากการชะลอตัวอย่างมากของการส่งออกสุทธิ โดยเฉพาะปริมาณการนำเข้าที่ขยายตัวสูง ขณะที่การใช้จ่ายภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวชัดเจนขึ้น และการใช้จ่ายของภาครัฐที่หดตัวลงจากระยะเดียวกันของปีก่อน

ต่อมาในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และมีปัจจัยลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกชะลอลงมากทำให้มูลค่าและปริมาณการส่งออกไทยเริ่มหดตัวลง ในขณะที่ความไม่สงบทางการเมืองที่นำไปสู่การปิดสนามบินนานาชาติ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้ทรุดลงกว่าในช่วงก่อนหน้า แม้ว่าราคาน้ำมันได้ปรับลดลงมากและมีผลดีต่อต้นทุนการผลิต แต่ปัจจัยลบที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้คณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งปี 2551 น่าจะใกล้เคียงร้อยละ 3.6

แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลงอย่างชัดเจนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคทำได้น้อยลง นอกจากนี้ผลของมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนทำให้ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันต่อการปรับค่าจ้างแรงงานผ่อนคลายลง สอดคล้องกับการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับลดลงตามไปด้วย

สำหรับเสถียรภาพต่างประเทศโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดีจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 จะขาดดุลต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจและในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนปรับลดลง รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อของระบบสถาบันการเงินมีแนวโน้มด้อยลง จากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงกว่าในช่วงก่อนหน้า จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
ในการประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในช่วง 8ไตรมาสข้างหน้า คณะกรรมการฯ มีการทบทวนข้อสมมติประกอบการคาดการณ์อย่างรอบคอบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับข้อสมมติ 3 เดือนก่อนสรุปได้ ดังนี้
1.ข้อสมมติอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าในปี 2552 และ 2553 ปรับลดลงมากจากผลของวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐฯ ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักถดถอย โดยจะเริ่มฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงปี 2553
2.ข้อสมมติอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ปรับลดลงตลอดช่วงประมาณการสอดคล้องกับการเร่งแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่รุนแรงขึ้น
3.ค่าเงินในภูมิภาคมีแนวโน้มอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ในปี 2552 จากผลของการไหลออกของเงินทุนจากตลาดภูมิภาคกลับสู่สหรัฐฯ เนื่องจากเกิดภาวะ Risk Aversion และยังอยู่ในระดับที่อ่อนต่อเนื่องในปี 2553
4.ข้อสมมติรายจ่ายของภาครัฐสูงกว่าเดิมในปีงบประมาณ 2552 เป็นผลจากงบเพิ่มเติมประมาณ 115 พันล้านบาท ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ในปี 2553 ต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย
5.ข้อสมมติราคาน้ำมันดูไบในปี 2552 ปรับต่ำลงจากเดิมตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ทำให้เฉลี่ยทั้งปี 2552 อยู่ที่ 45.0 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล ขณะที่ในปี 2553 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 50.0 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
6.ข้อสมมติราคาสินค้าเกษตรในปี 2552 ปรับสูงขึ้นจากเดิม เพราะข้อมูลมีระดับที่สูงกว่า ที่คาดไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ และจะชะลอลงในปี 2553 ในขณะที่ข้อสมมติราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มิใช่เชื้อเพลิงในตลาดโลกปรับต่ำลงจากเดิมในปี 2552 และปรับตัวสูงเล็กน้อยในปี 2553 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

ภายใต้ประมาณการกรณีฐานที่อิงข้อสมมติดังกล่าว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2552 มีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อน ซึ่งเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวอย่างรุนแรงเป็นสำคัญ แต่นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น ในขณะที่แรงกดดันด้านต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็วมีส่วนช่วยพยุงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ได้บางส่วน โดยในปี 2553 เศรษฐกิจไทยจะสามารถเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก สำหรับอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าเดิมจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็ว การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคที่ทำได้ยากขึ้นในภาวะที่อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลง และมาตรการของรัฐเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนที่ได้รับการต่ออายุไปอีก 6 เดือน

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ เห็นว่ามีความเสี่ยงที่ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเบี่ยงเบนไปจากประมาณการในกรณีฐาน โดยในภาพรวมความเสี่ยงด้านลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีมากกว่าความเสี่ยงด้านบวก ที่สำคัญคือ เศรษฐกิจโลกที่อาจอยู่ในภาวะถดถอยนานกว่าที่ประเมินไว้ และฟื้นตัว ได้ช้ากว่าที่คาด รวมทั้งความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตาม

เป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น Fan Chart ของการประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้จึงเบ้ลงตลอดทั้ง 8 ไตรมาส โดยมีช่วงประมาณการอยู่ที่ร้อยละ 0 - 2 ในปี 2552 และร้อยละ 2 - 4 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 84 และ 76 ตามลำดับ ซึ่งช่วงประมาณการดังกล่าวคำนึงถึงความเป็นไปได้ในกรณีเลวร้าย (Worse case) ที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงไว้แล้ว

สำหรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คณะกรรมการฯ มองว่ามีความเสี่ยงด้านสูงมากกว่าด้านต่ำจากการที่ราคาน้ำมันซื้อขายในตลาดล่วงหน้าเบ้ไปทางด้านสูงเป็นสำคัญ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเสี่ยงค่อนไปทางด้านต่ำจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงเป็นสำคัญ อีกทั้งผลในการลดแรงกดดันต่อดัชนีราคาผู้บริโภคของมาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐและมาตรการช่วยเหลือด้านการศึกษายังไม่ชัดเจน ณ วันที่ประมาณการ ทำให้ Fan Chart ของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจึงเบ้ขึ้นตลอดช่วงประมาณการ อย่างไรก็ดี Fan Chart ของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเบ้ลงตลอดช่วงประมาณการ สอดคล้องกับ Fan Chart ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เบ้ลงเช่นกัน ในภาพรวม คณะกรรมการฯ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-1.5)- 0.5 ในปี 2552 และร้อยละ 1.5 – 3.5 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 90 และ 82 ตามลำดับ สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.5 - 1.5 ในปี 2552 และร้อยละ 1.0 - 2.0 ในปี 2553 ด้วยโอกาสที่จะเกิดประมาณร้อยละ 96 และ 85 ตามลำดับ
การดำเนินนโยบายการเงินในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
จากการประเมินภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจข้างต้น คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และมีปัจจัยลบทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ แรงกระตุ้นจากภาครัฐยังมีข้อจำกัด ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อปรับลดลงมากจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คณะกรรมการฯ จึงมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 1.00 ต่อปี จากร้อยละ 3.75 เป็นร้อยละ 2.75 ต่อปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551

ในช่วงปลายไตรมาส วิกฤตการณ์ทางการเงินโลกส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมชะลอตัวรุนแรงและมีผลต่อเนื่องให้การส่งออกของไทยเริ่มหดตัว รวมทั้งอุปสงค์ภาคเอกชนยังอยู่ในแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ภาวะการเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพมากขึ้นน่าจะช่วยเอื้อให้ภาครัฐสามารถดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป ขณะที่ความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.75 ต่อปี จากร้อยละ 2.75 เป็นร้อยละ 2.00 ต่อปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552



.......................................

คำถามท้ายเรื่อง

1.คณะกรรมการนโยบายการเงินได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มเงินเฟ้อโดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ?

2.ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ?

3.ในปี 2552 เศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ?

Saturday, January 17, 2009

ฟันธงกนง.ลดดอกเบี้ยอาร์พีไม่ต่ำกว่า0.5%

จัดทำบทความโดย :: นายเอกพล พันธุ์คำ
เลขทะเบียน :: 4901202136


เรื่อง :: ฟันธงกนง.ลดดอกเบี้ยอาร์พีไม่ต่ำกว่า0.5%
........................................................

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดประชุมกนง.สัปดาห์หน้าลดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 0.50% ห่วงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย บางช่วงเงินเฟ้อติดลบ ภาคธุรกิจระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) อาจมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ลงไม่น้อยกว่า 0.50% จาก 2.75% มาที่ 2.25% หรือต่ำกว่านั้น

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กนง. ในการประชุมรอบแรกของปีในวันที่ 14 ม.ค. 2552 โดยเป็นผลจากความเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีน้ำหนักเด่นชัดมากขึ้น

ในขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดความน่ากังวลลงค่อนข้างมาก ซึ่งคงจะเอื้อให้ กนง.มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก

ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมีความเปราะบางสูง โดยยังคงมีความเป็นไปได้ที่สำนักต่าง ๆ จะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ลงอีกในระยะข้างหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มประสบกับภาวะถดถอยในช่วงไตรมาสที่ 4/2551 ต่อเนื่องถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2552 พร้อมกันนั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและมีค่าติดลบในบางเดือนของปี 2552 ในทิศทางที่สอดคล้องกับทางการทั่วโลก

ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากทางการไทย คงจะถูกฝากความหวังว่าจะสามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะที่ซบเซาไปได้โดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเครดิตและความกังวลเรื่องสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจที่ยังคงมีอยู่ ตลอดจนเสถียรภาพของรัฐบาล ยังคงเป็นประเด็นที่อาจทำให้กลไกการส่งผ่าน และประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายการเงิน และการคลังที่ผ่อนคลาย มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ทุกภาคธุรกิจมีแนวโน้มจะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ


............................................

ที่มา :: http://www.bangkokbiznews.com/2009/01/09/news_326852.php

...........................................


คำถามท้ายเรื่อง


1.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มอย่างไร ???
2.การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นเพื่ออะไร ???

3.การปรับลดดอกเบี้ยเออาร์พี ช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ ???

Wednesday, December 17, 2008

แบงก์คับคั่งในดูไบ

จัดทำบทความโดย :: นายวรวัฒน์ ควนสุวรณ
เลขทะเบียน :: 4901202131

แบงก์คับคั่งในดูไบ
---------------------------------------------
ท่ามกลางความตกต่ำของเศรษฐกิจการเงินโลก ที่เกิดจากสหรัฐอเมริกา และแผ่วงกว้างไปทั่วโลก จนทำให้ธนาคารเจ๊งหลายราย ส่วนรายที่อยู่รอดอย่าง Merrill Lynch ก็ต้องหันไปซบอก Bank of America ขณะที่ JP Morgan Chase ได้เข้าซื้อ Washington Mutual และธนาคาร Wells Fargo ที่กำลังอยู่ในกระบวนการซื้อขายกับ Wachovia
ส่วนกิจการวาณิชธนกิจชั้นนำของสหรัฐฯทั้งหมดได้กลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว เพราะ Goldman Sachs และ Morgan Stanley ต้องเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนสภาพเป็นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป และรัฐบาลสหรัฐฯเองต้องประกาศใช้วงเงิน 125,000 ล้านดอลลาร์ อัดฉีดเพิ่มทุนให้แก่ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ 9 แห่ง ได้แก่ Citigroup, Wells Fargo, JP Morgan Chase, Bank of America, Goldman Sachs, State Street Financial, Bank of New York Mellon, Morgan Stanley และ Merrill Lynch
ผลกระทบยังได้แผ่ไปยังทางยุโรป ที่รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินให้ธนาคาร Dexia ส่วนสถาบันปล่อยกู้อสังหาริมทรัพย์อันดับ2ของเยอรมนี Hypo Real Estate ต้องขอเงินค้ำประกันเครดิตจากรัฐบาล และธนาคาร Bradford & Bingley ของอังกฤษก็โดนยึดกิจการเป็นของรัฐ นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนอัดฉีดให้แก่ Royal Bank of Scotland, HBOS และ Lloyds TSB
เอเชียก็เริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้วเช่นกัน แต่ยังมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง แต่ภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ก็ยังมีข่าวคราวออกมา เพราะ Gulf Bank KSC ธนาคารรายใหญ่อันดับสองของคูเวต ลูกค้าแห่ไปถอนเงินออก หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าธนาคารได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้สำหรับตราสารอนุพันธ์สกุลเงินต่างประเทศ หุ้นของกัลฟ์ แบงก์ ยังถูกระงับการซื้อขายในตลาดหุ้นคูเวต
แต่ที่น่าจับตาดูเห็นจะเป็น ดูไบ ศูนย์กลางทางการเงินแห่งใหม่ของโลก ที่กำลังขยายตัวอย่างมาก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน ที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเงินมหาศาล และยังเป็นเมืองที่มีจำนวนธนาคารมากที่สุดในกลุ่มประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE)
รายงานของ Emirates Banks Association (EBA) ซึ่งทำหน้าที่ทั้งดูแลธนาคารท้องถิ่นและธนาคารต่างชาติเปิด เผยว่า ณ สิ้นปี ค.ศ.2007 ดูไบ มีธนาคารเปิดสาขาทำการถึง 246 มากกว่า 1ใน 3 ของทั้งประเทศ รวมกันที่มีสาขาทั้งหมด 638 แห่งที่เปิดใน UAE
อาบูดาบี เป็นเมืองที่มีจำนวนแบงก์มากเป็นอันดับสองโดยที่สขาทั้งหมด 224 แห่ง ขณะที่ ชาร์ยะห์ ติดอันดับสามของเมืองที่มีสาขาแบงก์มากที่สุด 90 แห่ง
เมือง Ras Al Khaimah มีสาขาแบงก์ 31 แห่ง Fujairah 27 แห่ง ใน Ajman 21 แห่ง และ Umm Al Quwain อีก 8 แห่ง
สิ้นปี 2006 สาขาแบงก์ทั้งหมดใน UAE มีจำนวนทั้งสิ้น 558 แห่ง และเพิ่มเป็น 638 แห่งในปี 2007 โดย 530 แห่งเป็นสาขาธนาคารท้องถิ่น 103 สาขาธนาคารต่างชาติ แต่จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการขยายของธนาคารท้องถิ่น
สำหรับสำนักงานใหญ่ของธนาคารมีทั้งหมด 49 แห่ง โดยเป็นธนาคารต่างชาติ 22 แห่ง ธนาคารท้องถิ่น 27 แห่ง ส่วนในครึ่งแรกของปี 2008 สำนักงานใหญ่ของธนาคารต่างชาติเพิ่มเป็น 24 และธนาคารท้องถิ่นเป็น 28 แห่ง
ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง ธนาคารใน UAE มีการจ้างงานพนักงานทั้งหมด 32,100 คน ในปี 2007 เพิ่มจาก 26,900 คนในปี 2006 และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มจาก 16.70% เป็น 16.87%
ที่มา: นิตยสารการเงินธนาคาร ประจำเดือนพฤศจิกายน 2008 ฉบับที่ 319
----------------------------------------------------
คำถามท้ายเรื่อง
1.เพราะเหตุใดการขยายตัวของธุรกิจธนาคารในประเทศดูไบจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว
2.รัฐบาลสหรัฐประกาศอัดฉีดเงินทุนให้แก่ธนาคารพาณิชย์กี่แห่ง อะไรบ้าง
3.แนวโน้มของธุรกิจธนาคารในประเทศดูไบในอนาคตจะเป็นอย่างไ

Tuesday, December 9, 2008

:: TMB เลื่อนขาย NPL 3.5 หมื่นล้าน

จัดทำบทความโดย :: น.ส.เบญญทิพย์ เอี่ยมเติม
เลขทะเบียน :: 4901202119

เรื่อง :: TMB เลื่อนขาย NPL 3.5 หมื่นล้าน
------------------------------------------------


เจอพิษศก.ชะลอฉุดราคาลดฮวบ

“ทหารไทย” ปรับแผนขายเอ็นพีแอลมูลค่า 3.5 หมื่นล้าน บาท หลังเศรษฐกิจชะลอส่งผลราคาขายลด พร้อมชี้สัญญาณ NPL ไตรมาส 4/51-ปีหน้าพุ่ง ลูกค้าส่งออกที่ได้รับผล กระทบจากการปิดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ ด้านบิ๊ก บสก. เผยยังตั้งใจเข้าซื้อหนี้จากทหารไทย แต่เชื่อจบไม่ทันปีนี้

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) เปิดเผยถึงแผนการขาย หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท ของธนาคารว่า น่าจะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถจำหน่าย ออกไปได้ในปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านราคาและมีผู้สนใจเข้ามาซื้อมากขึ้นจึงต้องมีการเลื่อนออกไป นอกจากนี้ มอง ว่าสัญญาณ NPL เกิดใหม่ในไตรมาสที่ 4/2551 และในปีหน้าอาจจะมีเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ ซึ่งกลุ่มที่จะมีโอกาส เป็น NPL คือกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี แต่ธนาคารก็ได้ตั้งสำรองตามคุณภาพสินทรัพย์อยู่แล้ว

สำหรับการยืดเยื้อของสถานการณ์ทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ของประเทศ ซึ่งการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มส่งออกที่ต้องส่งสินค้า ผ่านทางเครื่องบิน แต่ในส่วนของธนาคาร เองลูกค้าก็ได้รับผลกระทบระดับหนึ่งในกลุ่มโรงแรม ซึ่งธนาคารก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการด้านกระแสเงินสดเป็นอันดับแรก และหลังจากนั้นเชื่อว่าจะต้องเป็นความร่วมมือจากภาครัฐและธนาคารพาณิชย์ที่จะเข้ามาช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ อาจจะเป็นลักษณะของการ ตั้งกองทุน หรือรูปแบบอื่นๆ เช่นลักษณะเดียวกับกรณีที่ช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัยสึนามิ

นายบุญทักษ์ ยังกล่าวอีกว่าธนาคาร ยังคงมีแผนเดินทางไปแสดงข้อมูลให้กับนักลงทุนในต่างประเทศในช่วงปีหน้าเช่นเดิม เพราะว่าการแสดงข้อมูลที่ถูกต้องให้กับนักลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนกรณี ของไอเอ็นจีที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร ก็ยังยืนยันแผนการลงทุนในธนาคารตามที่ๆ ได้เคยกล่าวไปแล้วหลายครั้งเนื่องจากยังมั่นใจพื้นฐานระยะยาวของของประเทศ

ส่วนในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25-0.5% ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวที่ส่งให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวตามมาด้วย อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันก็ได้ปรับลดลงมากแล้วตามราคาน้ำมันที่อยู่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

>>TMB ส่อเค้าลดหนี้เน่าไม่ได้ตามแผนหลังเจรจาบสก.ยังไม่จบ

ด้านนายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารทหารไทย ได้ให้บสก.เสนอเงื่อนไขในการประมูล ซื้อ NPL มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท และสินทรัพย์รอการขาย (NPA) มูลค่า 1.5 หมื่น ล้านบาท ซึ่งบสก.ก็เสนอเงื่อนไขที่เป็นไปได้และมีความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจเข้าไป และทาง TMB ก็รับข้อเสนอ และจะเชิญ ให้บสก.เข้าไปรับฟังเงื่อนไขอีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปีหน้า

“บสก.ก็มีความตั้งใจที่จะเข้าไปประมูล ก็คาดว่าจะไม่ทันปีนี้เพราะยังต้อง รอข้อมูลอีกบางส่วนราคาที่เราเสนอก็ปกติถ้าคิดว่ารับได้ในเงื่อนไขที่ปฏิบัติได้เรา ก็เข้าไปนอกจากนี้ในส่วนของสถาบันการเงินอื่นๆ ที่บสก.กำลังเจรจาอยู่ก็มีเอไอจี และสถาบันการเงินต่างประเทศแต่เป็นพอร์ตไม่ใหญ่มาก” นายบรรยง กล่าว

สำหรับรายได้รวมของบสก.ปีนี้ยังเชื่อว่าจะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 11,700 ล้านบาท โดยล่าสุดสิ้นเดือนพ.ย.บสก.ทำรายได้รวมทั้งสิ้น 11,200 ล้านบาท ขาดอีกเพียง 500 ล้านบาทก็คาดว่าจะได้ไม่ยาก เพราะก่อนหน้านี้ในช่วงเดือน ต.ค. บสก. ได้จัดงานส่งเสริมการขายไปและก็ยังมียอดโอนเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนนี้

ส่วนปีหน้าคาดว่าหากคำนวณตามเดิมคาดว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินจะตั้งเป้ารายได้รวมของบสก.ไว้ที่ 11,730 ล้านบาท ซึ่งก็ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจมีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคแต่บสก.ก็จะใช้กลยุทธ์โดยการจัดงานส่งเสริมการขายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มองว่าสัญญาณการเกิด NPL ใหม่จะเพิ่มมากขึ้นจึงเป็นเหตุให้เริ่มมีการขาย NPL ที่ค้างอยู่ออกมา ซึ่ง บสก. เองก็ยังสามารถซื้อหนี้ได้ต่อเนื่อง แม้ปีนี้ยอดซื้อทรัพย์จะเกินเป้าหมายที่กำหนด แล้วก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า TMB ตั้งเป้าหากสามารถขาย NPA และ NPL จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาทได้ภายในปีนี้จะสามารถ ลดหนี้ก่อนหักสำรองเหลือ 9% จากปัจจุบันอยู่ 14% ได้



ที่มา ::
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413333550


-------------------------------------------

1. สาเหตุที่ทำให้ธนาคารเลื่อนแผนการขายออกไปเป็นปีหน้าเพราะอะไร
2. รายได้รวมของบสก.ปีนี้ตามเป้าที่ตั้งไว้เท่าไร และล่าสุดสิ้นเดือนพฤศจิกายน บสก.ทำรายได้รวมทั้งสิ้นเป็นเท่าไร
3. กลุ่มที่จะมีโอกาส เป็น NPL มากที่สุดคือกลุ่มลูกค้าใด

Tuesday, December 2, 2008

เรื่อง :: การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

จัดทำโดย ::: นายพลวัต บัวขาว
เลขทะเบียน ::: 4901202107



เรื่อง :: การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
.......................................



ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามความเสี่ยง (Risk Based Supervision) ซึ่งการปล่อยสินเชื่อนั้น มีมาตรการที่สำคัญอยู่ 2-3 เรื่องที่ทำให้สถาบันการเงินต้องชั่งใจก่อนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ เรื่องแรกคือ ผู้กำกับดูแลอยากให้สถาบันการเงินมีขบวนการปล่อยสินเชื่อที่เป็นไปตามผลการพิจารณาความสามารถชำระหนี้ของผู้มาขอกู้ ไม่ใช่ดูว่ามีหลักประกันคุ้มก็ปล่อยสินเชื่อได้ เพราะนั่นทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังที่เราเห็นจากกรณีการปล่อยสินเชื่อ Subprime ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดูจากหลักประกันบ้าน แทนที่จะพิจารณากำลังความสามารถของผู้ขอกู้ ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างอยู่ในขณะนี้


ในการพิจารณาความสามารถชำระหนี้นั้น ปัจจัยสำคัญประกอบการตัดสินใจคือ วัตถุประสงค์การขอกู้เงิน และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ (ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้) เพราะสถาบันการเงินก็ต้องการดูว่าลูกค้ามาขอกู้เงินนั้น นำเงินไปต่อยอดธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะมาชำระเงินคืนหรือไม่ แต่เป็นธรรมดาที่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ สถาบันการเงินมักจะมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวังในเรื่องนี้มาก จึงทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยยอมปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ข้อมูลอื่นที่สถาบันการเงินใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจคือ ประวัติการจ่ายชำระหนี้และฐานะการเงินของลูกค้า ซึ่งสถาบันการเงินจะดูจากศูนย์ข้อมูลเครดิตกลาง (Credit Bureau)


กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเรื่องที่สองคือ สถาบันการเงินต้องไม่ให้สินเชื่อโดยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป เพราะหากปล่อยเงินกู้ให้รายเดียวหรือกลุ่มลูกค้ากลุ่มใดเป็นจำนวนสูง ๆ และหากลูกค้ารายนั้นไม่สามารถจ่ายคืนได้ ก็จะเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ (Single/Concentration Risks) อันนี้ก็เป็นมาตรฐานการกำกับดูแลสากล และแม้ว่าทางการจะไม่สั่งการ โดยหลักปฏิบัติสถาบันการเงินก็ไม่อยากทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เหมือนการลงทุนของคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เอาไข่หลายใบไว้ในตะกร้าเดียวกัน


กฎเกณฑ์เรื่องที่สามคือ ในการปล่อยสินเชื่อ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ที่เราอาจคุ้นเคยในเรื่องการดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐาน BIS ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการรักษาความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน ไม่ให้จับเสือมือเปล่า กล่าวคือต้องมีเงินกองทุนของตัวเองรองรับด้วย ไม่ใช่ว่ามือหนึ่งรับเงินฝาก อีกมือหนึ่งปล่อยสินเชื่อ โดยไม่มีทุนเลย และนอกจากนี้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรอง "ทั่วไป" (General Reserve) ซึ่งจะเป็นประมาณ 1%-2% ของยอดสินเชื่อ อันนี้ก็เป็นมาตรฐานสากลทั่วไป ไม่ได้เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับประเทศไทย แต่หากหนี้นั้นเริ่มมีอาการไม่ดี ก็ต้องตั้งสำรองสูงขึ้นเป็นรายลูกหนี้ตามความรุนแรงของความเสียหาย ดังนั้นสถาบันการเงินจึงพยายามเลือกลูกค้าตั้งแต่แรกในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสีย


หลักการสำคัญ 3 เรื่องที่กล่าวมา ซึ่งจะขอสรุปคือ 1) การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ 2) การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ 3) การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง เป็นหลักธรรมดาพื้นฐาน แม้ว่าผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินไม่กำหนด สถาบันการเงินก็ดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังตามหลักการที่กล่าวอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของการดูแลความเสี่ยง ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินเองก็อยากเห็นสถาบันการเงินแข็งแรง


ดังนั้น ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคือ ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อแรก และพยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยากอยู่แล้ว


ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1423782&issue=2378

...................................
คำถามท้ายเรื่อง

1. ปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ มีอะไรบ้าง
2. เหตุใดสถาบันการเงินจึงไม่ให้สินเชื่ออยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป
3. มาตรฐาน BIS คือ

Tuesday, November 25, 2008

ธุรกิจเอสเอ็มอีผู้ส่งออกส่อแววแห้ว คลังบี้ธปท.จัดซอฟต์โลน-ธาริษาชี้กม.ใหม่ทำไม่ได้

จัดทำโดย
นางสาว ธนัชชา บุญมา เลขทะเบียน 4901202061


ธุรกิจเอสเอ็มอีผู้ส่งออกส่อแววแห้ว คลังบี้ธปท.จัดซอฟต์โลน-ธาริษาชี้กม.ใหม่ทำไม่ได้


ธุรกิจส่งออก-เอสเอ็มอีส่อแววแห้ว "ธาริษา" โยน "โครงการเงินกู้ซอฟต์โลน" ให้บอร์ด ธปท.ชี้ขาด 26 พ.ย.นี้ เผยต้องยึดหลักการตามกฎหมายเป็นสำคัญ ด้าน "ทีดีอาร์ไอ" หนุนแนวคิด ธปท. แนะให้ใช้กลไกแบงก์รัฐที่มีอยู่ในเกิดประสิทธิภาพก่อนที่จะไปใช้เงินจากแบงก์ชาติ


ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้ ธปท.จัดโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) มา สนับสนุนธุรกิจส่งออกและธุรกิจเอสเอ็มอี ว่าหลังจากกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ธปท.เคยหยิบยกประเด็นนี้ส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้ว พร้อมกับนำผลการหารือส่งให้คณะกรรมการ ธปท.พิจารณา ซึ่งได้ข้อสรุปว่า "การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของ ธปท.ตามกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่" แต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้ตนได้รับจดหมายจากนายสุชาติแล้ว และจะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ธปท.เป็นผู้พิจารณาในวันที่ 26 พ.ย.นี้


"กฤษฎีกาเคยตีความเรื่องนี้แล้ว และคณะกรรมการ ธปท.ก็พิจารณาเรื่องนี้ไปแล้ว แต่เมื่อรัฐมนตรีคลังส่งหนังสือมาถึงก็คงนำเรื่องนี้ให้บอร์ด ธปท.พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยการพิจารณาคงต้องยึดตามกฎหมายเป็นหลัก" ดร.ธาริษากล่าว


ตามกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของ ธปท.ไว้ชัดเจนกล่าวคือ ธนาคารกลางมีหน้าที่ต้องดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการ ธปท.มีมติยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคเศรษฐกิจในวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา และจะไม่มีการอนุมัติวงเงินให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่อีก เพราะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แต่ยกเว้นกรณีที่ ธปท.มีข้อผูกพันไว้ก่อนกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ซึ่ง ธปท.จะดำเนินการต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดเวลาตามข้อผูกพัน


ส่วนเงินช่วยเหลือสภาพคล่องผ่านช่องทาง ธปท.ที่ยังดำเนินการช่วยเหลือแก่ธุรกิจ เอสเอ็มอีนั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ยังมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งบางโครงการมีข้อผูกพันไปถึงปี 2553-2554 ดังนั้นยังมีสภาพคล่องเหลืออยู่ไม่ใช่ว่าจะหมดไปทันที ปัจจุบัน ธปท.ได้ให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอยู่ 5 โครงการ โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งสิ้น 31,215 ราย และมีการอนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 56,398.25 ล้านบาท


ด้าน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้ ธปท.ไปปล่อยกู้โดยตรงให้กับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ถือว่าผิดวินัยการเงินเพราะธนาคารกลางจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินกู้สุดท้ายให้กับสถาบันการเงินเท่านั้น การช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลควรใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว คือ ดำเนินการผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ซึ่งกลไกดังกล่าวหากยังดำเนินการ ได้ไม่ดีจะต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ ส่วนกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เอกชนมีความระมัดระวังในการปล่อยกู้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี นั้น ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยให้สถาบันการเงินของรัฐที่มีหน้าที่ประกันความเสี่ยงเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี


"รัฐบาลควรใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เต็มที่หรือให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการช่วยเหลือสภาพคล่องเอสเอ็มอี เช่น กรณี ธสน. ซึ่งมีหน้าที่ค้ำประกันผู้ส่งออก กระทรวงการคลังควรสนับสนุน ธสน.ให้ทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมา ธสน. ก็ทำได้ดีแต่กลับไม่ได้รับการเพิ่มทุนเหมือนธนาคารรัฐแห่งอื่น" ดร.นิพนธ์กล่าว


ก่อนหน้านี้ในช่วงที่มีการจัดทำงบฯกลางปี"52 วงเงิน 100,000 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ได้ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณ 13,000 ล้านบาท มาให้เพื่อจัดทำซอฟต์โลนช่วยเหลือธุรกิจส่งออกและเอสเอ็มอี ตาม ข้อเรียกร้องของสภาหอการค้าไทยและ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ล่าสุดนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบฯกลางปี 10,000 ล้านบาทไปเพิ่มทุนให้กับ ธ.ก.ส., ธอส. และ ธพว.แทน เพราะงบประมาณมีจำกัด ทำให้ทางกระทรวงการคลังต้องหันไป พึ่ง ธปท.จัดซอฟต์โลนอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบแทน


ที่มา : วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4056 หรือ [http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02fin01241151&day=2008-11-24&sectionid=0206]

คำถามท้ายเรื่อง


1. ตามกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของ ธปท.ไว้อย่างไร?
2. สาเหตุที่ธปท.มีมติยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคเศรษฐกิจคืออะไร
3. ด้านทีดีอาร์ไอ แนะให้รัฐบาลกลไกใดในการช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจ?