Thursday, November 13, 2008

แบงก์ชาติเล็งลดดอกเบี้ย

จัดทำบทความโดย :: น.ส. เกศินี เดชากร
เลขทะเบียน :: 4901202036


เรื่อง :: แบงก์ชาติเล็งลดดอกเบี้ย

..............................................

คลังห่วงสภาพคล่องไม่พอกดศก.ถดถอย

ผู้ว่าการแบงก์ชาติยอมงอ พร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หาก ข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่สศช. ประกาศกลางเดือนนี้ออกมาดี ระบุหากแนวโน้มตลาดโลกลดดอกเบี้ยลงมาก ก็จะพิจารณาตามตลาดโลก ด้านคลัง เผย สภาพคล่องในระบบยังน่าเป็นห่วง ระบุหากลดอัตราดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจโดยรวมแย่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธทป.) กล่าวในงาน Bank of Thailand’s international symposium 2008 “โลกาภิวัตน์ระบบการเงินและตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่” ว่า การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของไทย คงไม่จำเป็นต้องประชุมฉุกเฉินคณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) แต่คงต้องรอดูการพิจารณาเศรษฐกิจแท้จริง โดยเฉพาะ การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสำนัก งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งหากตลาดโลกมีทิศทางปรับลดดอกเบี้ยลงมากก็พร้อมพิจารณาไปตามตลาดโลก

ดร.ธาริษา ยังกล่าวถึงกรณีที่ ดร. สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ถอนเงินที่ฝากไว้กับ ธปท.ออกไปปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจว่า ขณะนี้ในทุกเช้าของทุกวันได้คืนสภาพคล่องไปให้ธนาคารพาณิชย์วันละ 400,000-500,000 ล้านบาทอยู่แล้ว และสภาพคล่องในระบบน่าจะเพียงพอ

ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวถึงข้อเสนอ ของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 50,000 ล้านบาทว่า มองว่ากองทุน ดังกล่าวไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ธุรกิจต่างๆ ได้ขอกู้น้อยลง ต้องใช้เครื่องมือหรือมาตรการอื่นเข้ามาดูแลร่วมกัน โดยเฉพาะแนวทาง การค้ำประกันให้กับภาคอุตสาหกรรม เช่น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม (บสย.) แม้กำลังควบรวมกิจการกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ก็สามารถค้ำประกันให้กับเอสเอ็มอีได้ รวม ถึงธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) และธนาคาร พาณิชย์ ต้องร่วมมือค้ำประกันความเสี่ยงให้กับเอกชนมากขึ้น

สำหรับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ ผู้ว่าการ ธปท. เห็น ว่า ไม่ควรผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพราะ มาตรฐานบาเซิล 2 ได้ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง และธนาคารต่างๆ ก็พร้อมดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่เป็นการดูดเงินจาก ระบบ ดังนั้น จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ แต่ให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น

ด้านดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่า ธปท.ฝ่ายนโยบายการเงินให้ความเห็นว่า การออกพันธบัตรของกระทรวงการ คลัง ที่จะนำมาใช้เป็นงบประมาณกลางปี 2552 วงเงิน 100,000 ล้านบาท จะไม่กระทบต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตร เพราะคลังจะออกพันธบัตรเพียง แค่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทยอยออกตามความจำเป็นและลักษณะการใช้เงินจะไม่ทำให้ตลาดเงินผันผวน โดยธปท. จะลดการต่ออายุพันธบัตรและดูแลสภาพคล่องไม่ให้หดหาย

รองผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวอีกว่า ธปท. จะไม่แทรกแซงเงินบาทเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดเงินขณะนี้ไม่ผันผวนเหมือนครั้งก่อน และการออกพันธบัตรของ ธปท.จะพิจารณาจากนโยบายการเงิน และ การวางแผนในระยะสั้น

ขณะที่ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และผอ.สถาบัน วิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพคล่อง ในระบบสถาบันการเงินมากกว่าการจะลดอัตราดอกเบี้ยลงหรือไม่ เพราะขณะนี้เชื่อว่าสิ่งสำคัญที่หลายฝ่าย รวมทั้งผู้ประกอบการมอง คือ ความเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินว่า มีเพียงพอหรือไม่ เพราะหากไม่เพียงพอก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศให้มีการชะลอตัวลง แต่ทั้งนี้หากลดอัตราดอกเบี้ยลงแต่ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศประสบปัญหาตามภาวะการชะลอตัวของโลก การลดดอกเบี้ยก็ไม่สามารถจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้

“มองว่าขณะนี้สิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกคนต้องดูแลสภาพคล่องในระบบให้มีเพียงพอ มากกว่าที่จะมองว่าระยะนี้ควรมีการลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ เพราะสิ่งที่เป็นห่วงไม่ใช่เรื่องลดดอกเบี้ย หากสภาพคล่องมีไม่เพียงพอแล้วก็จะมีปัญหาต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันหากมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงในภาวะที่เศรษฐกิจมีปัญหาหรือเริ่มชะลอตัว ก็เท่า กับไม่มีประโยชน์” ดร.คณิศ กล่าว


ที่มา :: www.siamturakij.com ประจำวันที่ 12-11-2008 ถึง 14-11-2008

..........................................

คำถามท้ายเรื่อง
  1. ทำไมกระทรวงการคลัง ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง ?
  2. มาตรฐานบาเซิล 2 มีผลดีอย่างไรต่อสถาบันการเงิน ?
  3. สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินไม่เพียงพอ ส่งผลอย่างไรต่อประเทศ ?