Wednesday, December 17, 2008

แบงก์คับคั่งในดูไบ

จัดทำบทความโดย :: นายวรวัฒน์ ควนสุวรณ
เลขทะเบียน :: 4901202131

แบงก์คับคั่งในดูไบ
---------------------------------------------
ท่ามกลางความตกต่ำของเศรษฐกิจการเงินโลก ที่เกิดจากสหรัฐอเมริกา และแผ่วงกว้างไปทั่วโลก จนทำให้ธนาคารเจ๊งหลายราย ส่วนรายที่อยู่รอดอย่าง Merrill Lynch ก็ต้องหันไปซบอก Bank of America ขณะที่ JP Morgan Chase ได้เข้าซื้อ Washington Mutual และธนาคาร Wells Fargo ที่กำลังอยู่ในกระบวนการซื้อขายกับ Wachovia
ส่วนกิจการวาณิชธนกิจชั้นนำของสหรัฐฯทั้งหมดได้กลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว เพราะ Goldman Sachs และ Morgan Stanley ต้องเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนสภาพเป็นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป และรัฐบาลสหรัฐฯเองต้องประกาศใช้วงเงิน 125,000 ล้านดอลลาร์ อัดฉีดเพิ่มทุนให้แก่ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ 9 แห่ง ได้แก่ Citigroup, Wells Fargo, JP Morgan Chase, Bank of America, Goldman Sachs, State Street Financial, Bank of New York Mellon, Morgan Stanley และ Merrill Lynch
ผลกระทบยังได้แผ่ไปยังทางยุโรป ที่รัฐบาลต้องอัดฉีดเงินให้ธนาคาร Dexia ส่วนสถาบันปล่อยกู้อสังหาริมทรัพย์อันดับ2ของเยอรมนี Hypo Real Estate ต้องขอเงินค้ำประกันเครดิตจากรัฐบาล และธนาคาร Bradford & Bingley ของอังกฤษก็โดนยึดกิจการเป็นของรัฐ นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนอัดฉีดให้แก่ Royal Bank of Scotland, HBOS และ Lloyds TSB
เอเชียก็เริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้วเช่นกัน แต่ยังมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง แต่ภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ก็ยังมีข่าวคราวออกมา เพราะ Gulf Bank KSC ธนาคารรายใหญ่อันดับสองของคูเวต ลูกค้าแห่ไปถอนเงินออก หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าธนาคารได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้สำหรับตราสารอนุพันธ์สกุลเงินต่างประเทศ หุ้นของกัลฟ์ แบงก์ ยังถูกระงับการซื้อขายในตลาดหุ้นคูเวต
แต่ที่น่าจับตาดูเห็นจะเป็น ดูไบ ศูนย์กลางทางการเงินแห่งใหม่ของโลก ที่กำลังขยายตัวอย่างมาก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน ที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเงินมหาศาล และยังเป็นเมืองที่มีจำนวนธนาคารมากที่สุดในกลุ่มประเทศสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ (UAE)
รายงานของ Emirates Banks Association (EBA) ซึ่งทำหน้าที่ทั้งดูแลธนาคารท้องถิ่นและธนาคารต่างชาติเปิด เผยว่า ณ สิ้นปี ค.ศ.2007 ดูไบ มีธนาคารเปิดสาขาทำการถึง 246 มากกว่า 1ใน 3 ของทั้งประเทศ รวมกันที่มีสาขาทั้งหมด 638 แห่งที่เปิดใน UAE
อาบูดาบี เป็นเมืองที่มีจำนวนแบงก์มากเป็นอันดับสองโดยที่สขาทั้งหมด 224 แห่ง ขณะที่ ชาร์ยะห์ ติดอันดับสามของเมืองที่มีสาขาแบงก์มากที่สุด 90 แห่ง
เมือง Ras Al Khaimah มีสาขาแบงก์ 31 แห่ง Fujairah 27 แห่ง ใน Ajman 21 แห่ง และ Umm Al Quwain อีก 8 แห่ง
สิ้นปี 2006 สาขาแบงก์ทั้งหมดใน UAE มีจำนวนทั้งสิ้น 558 แห่ง และเพิ่มเป็น 638 แห่งในปี 2007 โดย 530 แห่งเป็นสาขาธนาคารท้องถิ่น 103 สาขาธนาคารต่างชาติ แต่จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการขยายของธนาคารท้องถิ่น
สำหรับสำนักงานใหญ่ของธนาคารมีทั้งหมด 49 แห่ง โดยเป็นธนาคารต่างชาติ 22 แห่ง ธนาคารท้องถิ่น 27 แห่ง ส่วนในครึ่งแรกของปี 2008 สำนักงานใหญ่ของธนาคารต่างชาติเพิ่มเป็น 24 และธนาคารท้องถิ่นเป็น 28 แห่ง
ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง ธนาคารใน UAE มีการจ้างงานพนักงานทั้งหมด 32,100 คน ในปี 2007 เพิ่มจาก 26,900 คนในปี 2006 และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มจาก 16.70% เป็น 16.87%
ที่มา: นิตยสารการเงินธนาคาร ประจำเดือนพฤศจิกายน 2008 ฉบับที่ 319
----------------------------------------------------
คำถามท้ายเรื่อง
1.เพราะเหตุใดการขยายตัวของธุรกิจธนาคารในประเทศดูไบจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว
2.รัฐบาลสหรัฐประกาศอัดฉีดเงินทุนให้แก่ธนาคารพาณิชย์กี่แห่ง อะไรบ้าง
3.แนวโน้มของธุรกิจธนาคารในประเทศดูไบในอนาคตจะเป็นอย่างไ

Tuesday, December 9, 2008

:: TMB เลื่อนขาย NPL 3.5 หมื่นล้าน

จัดทำบทความโดย :: น.ส.เบญญทิพย์ เอี่ยมเติม
เลขทะเบียน :: 4901202119

เรื่อง :: TMB เลื่อนขาย NPL 3.5 หมื่นล้าน
------------------------------------------------


เจอพิษศก.ชะลอฉุดราคาลดฮวบ

“ทหารไทย” ปรับแผนขายเอ็นพีแอลมูลค่า 3.5 หมื่นล้าน บาท หลังเศรษฐกิจชะลอส่งผลราคาขายลด พร้อมชี้สัญญาณ NPL ไตรมาส 4/51-ปีหน้าพุ่ง ลูกค้าส่งออกที่ได้รับผล กระทบจากการปิดดอนเมือง-สุวรรณภูมิ ด้านบิ๊ก บสก. เผยยังตั้งใจเข้าซื้อหนี้จากทหารไทย แต่เชื่อจบไม่ทันปีนี้

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) เปิดเผยถึงแผนการขาย หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท ของธนาคารว่า น่าจะเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า จากเดิมที่คาดว่าจะสามารถจำหน่าย ออกไปได้ในปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านราคาและมีผู้สนใจเข้ามาซื้อมากขึ้นจึงต้องมีการเลื่อนออกไป นอกจากนี้ มอง ว่าสัญญาณ NPL เกิดใหม่ในไตรมาสที่ 4/2551 และในปีหน้าอาจจะมีเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ ซึ่งกลุ่มที่จะมีโอกาส เป็น NPL คือกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี แต่ธนาคารก็ได้ตั้งสำรองตามคุณภาพสินทรัพย์อยู่แล้ว

สำหรับการยืดเยื้อของสถานการณ์ทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ของประเทศ ซึ่งการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มส่งออกที่ต้องส่งสินค้า ผ่านทางเครื่องบิน แต่ในส่วนของธนาคาร เองลูกค้าก็ได้รับผลกระทบระดับหนึ่งในกลุ่มโรงแรม ซึ่งธนาคารก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการด้านกระแสเงินสดเป็นอันดับแรก และหลังจากนั้นเชื่อว่าจะต้องเป็นความร่วมมือจากภาครัฐและธนาคารพาณิชย์ที่จะเข้ามาช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ อาจจะเป็นลักษณะของการ ตั้งกองทุน หรือรูปแบบอื่นๆ เช่นลักษณะเดียวกับกรณีที่ช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัยสึนามิ

นายบุญทักษ์ ยังกล่าวอีกว่าธนาคาร ยังคงมีแผนเดินทางไปแสดงข้อมูลให้กับนักลงทุนในต่างประเทศในช่วงปีหน้าเช่นเดิม เพราะว่าการแสดงข้อมูลที่ถูกต้องให้กับนักลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนกรณี ของไอเอ็นจีที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร ก็ยังยืนยันแผนการลงทุนในธนาคารตามที่ๆ ได้เคยกล่าวไปแล้วหลายครั้งเนื่องจากยังมั่นใจพื้นฐานระยะยาวของของประเทศ

ส่วนในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25-0.5% ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวที่ส่งให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวตามมาด้วย อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันก็ได้ปรับลดลงมากแล้วตามราคาน้ำมันที่อยู่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

>>TMB ส่อเค้าลดหนี้เน่าไม่ได้ตามแผนหลังเจรจาบสก.ยังไม่จบ

ด้านนายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารทหารไทย ได้ให้บสก.เสนอเงื่อนไขในการประมูล ซื้อ NPL มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท และสินทรัพย์รอการขาย (NPA) มูลค่า 1.5 หมื่น ล้านบาท ซึ่งบสก.ก็เสนอเงื่อนไขที่เป็นไปได้และมีความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจเข้าไป และทาง TMB ก็รับข้อเสนอ และจะเชิญ ให้บสก.เข้าไปรับฟังเงื่อนไขอีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปีหน้า

“บสก.ก็มีความตั้งใจที่จะเข้าไปประมูล ก็คาดว่าจะไม่ทันปีนี้เพราะยังต้อง รอข้อมูลอีกบางส่วนราคาที่เราเสนอก็ปกติถ้าคิดว่ารับได้ในเงื่อนไขที่ปฏิบัติได้เรา ก็เข้าไปนอกจากนี้ในส่วนของสถาบันการเงินอื่นๆ ที่บสก.กำลังเจรจาอยู่ก็มีเอไอจี และสถาบันการเงินต่างประเทศแต่เป็นพอร์ตไม่ใหญ่มาก” นายบรรยง กล่าว

สำหรับรายได้รวมของบสก.ปีนี้ยังเชื่อว่าจะได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ 11,700 ล้านบาท โดยล่าสุดสิ้นเดือนพ.ย.บสก.ทำรายได้รวมทั้งสิ้น 11,200 ล้านบาท ขาดอีกเพียง 500 ล้านบาทก็คาดว่าจะได้ไม่ยาก เพราะก่อนหน้านี้ในช่วงเดือน ต.ค. บสก. ได้จัดงานส่งเสริมการขายไปและก็ยังมียอดโอนเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนนี้

ส่วนปีหน้าคาดว่าหากคำนวณตามเดิมคาดว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินจะตั้งเป้ารายได้รวมของบสก.ไว้ที่ 11,730 ล้านบาท ซึ่งก็ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจมีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคแต่บสก.ก็จะใช้กลยุทธ์โดยการจัดงานส่งเสริมการขายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มองว่าสัญญาณการเกิด NPL ใหม่จะเพิ่มมากขึ้นจึงเป็นเหตุให้เริ่มมีการขาย NPL ที่ค้างอยู่ออกมา ซึ่ง บสก. เองก็ยังสามารถซื้อหนี้ได้ต่อเนื่อง แม้ปีนี้ยอดซื้อทรัพย์จะเกินเป้าหมายที่กำหนด แล้วก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า TMB ตั้งเป้าหากสามารถขาย NPA และ NPL จำนวน 3.5 หมื่นล้านบาทได้ภายในปีนี้จะสามารถ ลดหนี้ก่อนหักสำรองเหลือ 9% จากปัจจุบันอยู่ 14% ได้



ที่มา ::
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413333550


-------------------------------------------

1. สาเหตุที่ทำให้ธนาคารเลื่อนแผนการขายออกไปเป็นปีหน้าเพราะอะไร
2. รายได้รวมของบสก.ปีนี้ตามเป้าที่ตั้งไว้เท่าไร และล่าสุดสิ้นเดือนพฤศจิกายน บสก.ทำรายได้รวมทั้งสิ้นเป็นเท่าไร
3. กลุ่มที่จะมีโอกาส เป็น NPL มากที่สุดคือกลุ่มลูกค้าใด

Tuesday, December 2, 2008

เรื่อง :: การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

จัดทำโดย ::: นายพลวัต บัวขาว
เลขทะเบียน ::: 4901202107



เรื่อง :: การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
.......................................



ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามความเสี่ยง (Risk Based Supervision) ซึ่งการปล่อยสินเชื่อนั้น มีมาตรการที่สำคัญอยู่ 2-3 เรื่องที่ทำให้สถาบันการเงินต้องชั่งใจก่อนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ เรื่องแรกคือ ผู้กำกับดูแลอยากให้สถาบันการเงินมีขบวนการปล่อยสินเชื่อที่เป็นไปตามผลการพิจารณาความสามารถชำระหนี้ของผู้มาขอกู้ ไม่ใช่ดูว่ามีหลักประกันคุ้มก็ปล่อยสินเชื่อได้ เพราะนั่นทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังที่เราเห็นจากกรณีการปล่อยสินเชื่อ Subprime ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ดูจากหลักประกันบ้าน แทนที่จะพิจารณากำลังความสามารถของผู้ขอกู้ ทำให้ปัญหาขยายวงกว้างอยู่ในขณะนี้


ในการพิจารณาความสามารถชำระหนี้นั้น ปัจจัยสำคัญประกอบการตัดสินใจคือ วัตถุประสงค์การขอกู้เงิน และความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ (ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้) เพราะสถาบันการเงินก็ต้องการดูว่าลูกค้ามาขอกู้เงินนั้น นำเงินไปต่อยอดธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะมาชำระเงินคืนหรือไม่ แต่เป็นธรรมดาที่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ สถาบันการเงินมักจะมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวังในเรื่องนี้มาก จึงทำให้ดูเหมือนไม่ค่อยยอมปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ข้อมูลอื่นที่สถาบันการเงินใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจคือ ประวัติการจ่ายชำระหนี้และฐานะการเงินของลูกค้า ซึ่งสถาบันการเงินจะดูจากศูนย์ข้อมูลเครดิตกลาง (Credit Bureau)


กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเรื่องที่สองคือ สถาบันการเงินต้องไม่ให้สินเชื่อโดยกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป เพราะหากปล่อยเงินกู้ให้รายเดียวหรือกลุ่มลูกค้ากลุ่มใดเป็นจำนวนสูง ๆ และหากลูกค้ารายนั้นไม่สามารถจ่ายคืนได้ ก็จะเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ (Single/Concentration Risks) อันนี้ก็เป็นมาตรฐานการกำกับดูแลสากล และแม้ว่าทางการจะไม่สั่งการ โดยหลักปฏิบัติสถาบันการเงินก็ไม่อยากทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เหมือนการลงทุนของคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่เอาไข่หลายใบไว้ในตะกร้าเดียวกัน


กฎเกณฑ์เรื่องที่สามคือ ในการปล่อยสินเชื่อ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนรองรับประมาณ 8.5% ของยอดสินเชื่อที่ปล่อยออกไป ที่เราอาจคุ้นเคยในเรื่องการดำรงเงินกองทุนตามมาตรฐาน BIS ซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องการรักษาความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน ไม่ให้จับเสือมือเปล่า กล่าวคือต้องมีเงินกองทุนของตัวเองรองรับด้วย ไม่ใช่ว่ามือหนึ่งรับเงินฝาก อีกมือหนึ่งปล่อยสินเชื่อ โดยไม่มีทุนเลย และนอกจากนี้สถาบันการเงินต้องตั้งสำรอง "ทั่วไป" (General Reserve) ซึ่งจะเป็นประมาณ 1%-2% ของยอดสินเชื่อ อันนี้ก็เป็นมาตรฐานสากลทั่วไป ไม่ได้เป็นอะไรที่พิเศษสำหรับประเทศไทย แต่หากหนี้นั้นเริ่มมีอาการไม่ดี ก็ต้องตั้งสำรองสูงขึ้นเป็นรายลูกหนี้ตามความรุนแรงของความเสียหาย ดังนั้นสถาบันการเงินจึงพยายามเลือกลูกค้าตั้งแต่แรกในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสีย


หลักการสำคัญ 3 เรื่องที่กล่าวมา ซึ่งจะขอสรุปคือ 1) การพิจารณาความสามารถในการจ่ายชำระโดยดูจากความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ 2) การไม่ปล่อยสินเชื่อกระจุกตัวกับลูกค้ารายใดมากเกินไป และ 3) การที่ต้องมีเงินกองทุนเพียงพอรองรับสินเชื่อและต้องกันสำรอง เป็นหลักธรรมดาพื้นฐาน แม้ว่าผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินไม่กำหนด สถาบันการเงินก็ดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังตามหลักการที่กล่าวอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของการดูแลความเสี่ยง ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินเองก็อยากเห็นสถาบันการเงินแข็งแรง


ดังนั้น ภาระหน้าที่ของผู้ขอสินเชื่อคือ ต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองภายใต้เงื่อนไข 2 ข้อแรก และพยายามรักษาประวัติการจ่ายชำระหนี้ให้ดี ๆ ซึ่งเชื่อว่าความเป็นนักธุรกิจของผู้ประกอบการจะสามารถพิสูจน์ให้สถาบันการเงินเห็นได้ไม่ยากอยู่แล้ว


ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1423782&issue=2378

...................................
คำถามท้ายเรื่อง

1. ปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ มีอะไรบ้าง
2. เหตุใดสถาบันการเงินจึงไม่ให้สินเชื่ออยู่กับกลุ่มลูกค้ารายเดียวกันมากเกินไป
3. มาตรฐาน BIS คือ

Tuesday, November 25, 2008

ธุรกิจเอสเอ็มอีผู้ส่งออกส่อแววแห้ว คลังบี้ธปท.จัดซอฟต์โลน-ธาริษาชี้กม.ใหม่ทำไม่ได้

จัดทำโดย
นางสาว ธนัชชา บุญมา เลขทะเบียน 4901202061


ธุรกิจเอสเอ็มอีผู้ส่งออกส่อแววแห้ว คลังบี้ธปท.จัดซอฟต์โลน-ธาริษาชี้กม.ใหม่ทำไม่ได้


ธุรกิจส่งออก-เอสเอ็มอีส่อแววแห้ว "ธาริษา" โยน "โครงการเงินกู้ซอฟต์โลน" ให้บอร์ด ธปท.ชี้ขาด 26 พ.ย.นี้ เผยต้องยึดหลักการตามกฎหมายเป็นสำคัญ ด้าน "ทีดีอาร์ไอ" หนุนแนวคิด ธปท. แนะให้ใช้กลไกแบงก์รัฐที่มีอยู่ในเกิดประสิทธิภาพก่อนที่จะไปใช้เงินจากแบงก์ชาติ


ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้ ธปท.จัดโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) มา สนับสนุนธุรกิจส่งออกและธุรกิจเอสเอ็มอี ว่าหลังจากกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ธปท.เคยหยิบยกประเด็นนี้ส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้ว พร้อมกับนำผลการหารือส่งให้คณะกรรมการ ธปท.พิจารณา ซึ่งได้ข้อสรุปว่า "การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของ ธปท.ตามกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่" แต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้ตนได้รับจดหมายจากนายสุชาติแล้ว และจะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ธปท.เป็นผู้พิจารณาในวันที่ 26 พ.ย.นี้


"กฤษฎีกาเคยตีความเรื่องนี้แล้ว และคณะกรรมการ ธปท.ก็พิจารณาเรื่องนี้ไปแล้ว แต่เมื่อรัฐมนตรีคลังส่งหนังสือมาถึงก็คงนำเรื่องนี้ให้บอร์ด ธปท.พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยการพิจารณาคงต้องยึดตามกฎหมายเป็นหลัก" ดร.ธาริษากล่าว


ตามกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของ ธปท.ไว้ชัดเจนกล่าวคือ ธนาคารกลางมีหน้าที่ต้องดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการ ธปท.มีมติยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคเศรษฐกิจในวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา และจะไม่มีการอนุมัติวงเงินให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่อีก เพราะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย แต่ยกเว้นกรณีที่ ธปท.มีข้อผูกพันไว้ก่อนกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ซึ่ง ธปท.จะดำเนินการต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดเวลาตามข้อผูกพัน


ส่วนเงินช่วยเหลือสภาพคล่องผ่านช่องทาง ธปท.ที่ยังดำเนินการช่วยเหลือแก่ธุรกิจ เอสเอ็มอีนั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ยังมีวงเงินเหลืออยู่ประมาณกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งบางโครงการมีข้อผูกพันไปถึงปี 2553-2554 ดังนั้นยังมีสภาพคล่องเหลืออยู่ไม่ใช่ว่าจะหมดไปทันที ปัจจุบัน ธปท.ได้ให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอยู่ 5 โครงการ โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งสิ้น 31,215 ราย และมีการอนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 56,398.25 ล้านบาท


ด้าน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้ ธปท.ไปปล่อยกู้โดยตรงให้กับภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ถือว่าผิดวินัยการเงินเพราะธนาคารกลางจะทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินกู้สุดท้ายให้กับสถาบันการเงินเท่านั้น การช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลควรใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว คือ ดำเนินการผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ซึ่งกลไกดังกล่าวหากยังดำเนินการ ได้ไม่ดีจะต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ ส่วนกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เอกชนมีความระมัดระวังในการปล่อยกู้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี นั้น ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยให้สถาบันการเงินของรัฐที่มีหน้าที่ประกันความเสี่ยงเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี


"รัฐบาลควรใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เต็มที่หรือให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการช่วยเหลือสภาพคล่องเอสเอ็มอี เช่น กรณี ธสน. ซึ่งมีหน้าที่ค้ำประกันผู้ส่งออก กระทรวงการคลังควรสนับสนุน ธสน.ให้ทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมา ธสน. ก็ทำได้ดีแต่กลับไม่ได้รับการเพิ่มทุนเหมือนธนาคารรัฐแห่งอื่น" ดร.นิพนธ์กล่าว


ก่อนหน้านี้ในช่วงที่มีการจัดทำงบฯกลางปี"52 วงเงิน 100,000 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ได้ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณ 13,000 ล้านบาท มาให้เพื่อจัดทำซอฟต์โลนช่วยเหลือธุรกิจส่งออกและเอสเอ็มอี ตาม ข้อเรียกร้องของสภาหอการค้าไทยและ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ล่าสุดนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบฯกลางปี 10,000 ล้านบาทไปเพิ่มทุนให้กับ ธ.ก.ส., ธอส. และ ธพว.แทน เพราะงบประมาณมีจำกัด ทำให้ทางกระทรวงการคลังต้องหันไป พึ่ง ธปท.จัดซอฟต์โลนอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบแทน


ที่มา : วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4056 หรือ [http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02fin01241151&day=2008-11-24&sectionid=0206]

คำถามท้ายเรื่อง


1. ตามกฎหมาย ธปท.ฉบับใหม่ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของ ธปท.ไว้อย่างไร?
2. สาเหตุที่ธปท.มีมติยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคเศรษฐกิจคืออะไร
3. ด้านทีดีอาร์ไอ แนะให้รัฐบาลกลไกใดในการช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจ?



Thursday, November 20, 2008

หนี้ภาคครัวเรือนยังห่างจุดวิกฤต ผลการศึกษาเป็นการลงทุนใน

จัดทำบทความโดย :: น.ส.สุณีรัตน์ วงษ์ศรี
เลขทะเบียน :: 4901202045


เรื่อง :: หนี้ภาคครัวเรือนยังห่างจุดวิกฤต
ผลการศึกษาเป็นการลงทุนใน

..............................................


หนี้ภาคครัวเรือนอุณหภูมิไม่ร้อนระอุ เพราะยังไม่พร้อมปะทุเหมือนภูเขาไฟ ระเบิด เพราะผลการศึกษาจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มองว่าหนี้ที่ก่อนั้นเป็นลักษณะการลงทุนในระยะยาว อย่างที่อยู่อาศัยและสินค้าคงทน แต่กระนั้นไม่อาจประมาทได้เพราะในประเทศที่มีระบบการเงินอยู่ความเสี่ยงของหนี้เสียเกิดได้ขึ้นทุกเวลา เพื่อหาคำตอบที่แจ่มชัด ทาง ธปท. และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)จะต้องศึกษาต่อไปในรายละเอียดระดับจุลภาค

เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า หนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้นั้นยังไม่เข้าข่ายน่ากังวล โดยผลการศึกษาวิจัยพบว่า การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะของการนำไปลงทุนในทรัพย์สินคงทน หรือที่อยู่อาศัย อย่างเช่น บ้าน คอนโด รวมถึงรถยนต์ด้วย ซึ่งมองว่าการก่อหนี้ดังกล่าวเป็นอุปสงค์ที่แท้จริงในประเทศ หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี2540ผ่านไป

เกียรติพงศ์ เล่าว่า ในปี 2540 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการบริโภคของครัวเรือนชะลอตัวลง ทั้งในส่วนของที่อยู่อาศัย และสินค้าคงทน แต่เมื่อเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นจึงพร้อมที่จะบริโภคสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย และสินค้าคงทน ซึ่งเป็นอุปสงค์ที่อั้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว ดังนั้นเมื่อสบโอกาส การบริโภคสินค้าจึงเกิดขึ้น

"ดังนั้น ตนเห็นว่าหนี้ภาคครัวเรือนที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ที่ลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว และสินค้าคงทน ไม่ใช่การลงทุนในสินทรัพย์ที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นถึงจะมีความน่ากังวล แต่เบื้องต้นของการศึกษาครั้งนี้ยังเห็นว่าหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นยังไม่ถึงขั้นน่าเป็นห่วง"

เกียรติพงศ์ บอกอีกว่า ผลจากการศึกษาเรื่องงบดุลครัวเรือน พบว่าหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้ลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว ซึ่งหมายความว่า ครัวเรือนมีการก่อหนี้โดยขอสินเชื่อ เพราะการบริโภคทรัพย์สินคงทน หรือ ที่พักอาศัย โดยมากจะไม่ใช้เงินสด แต่จะเป็นการขอสินเชื่อแทน ดังนั้นหนี้สินที่ก่อขึ้นอีกด้านคือสินทรัพย์ของภาคครัวเรือนเช่นกัน

"อย่างไรก็ตาม ผลสรุปดังกล่าวเป็นการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น ในเรื่องของการก่อหนี้ภาคครัสเรือนและพฤติกรรมการบริโภคต้องมีการศึกษาลึกลงไปอีก เพราะเบื้องต้นแม้จะบอกว่าการก่อหนี้ครัวเรือนขณะนี้ยังไม่น่าห่วง แต่ความเสี่ยงที่บางครัวเรือนจะก่อหนี้เกินตัวก็มี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น"

เกียรติพงศ์ สรุปทิ้งท้ายว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะไม่มีหนี้เสียเกิดขึ้น เพราะนั่นหมายถึงประเทศดังกล่าวไม่มีการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งหมายถึงประเทศดังกล่าวก็ไม่มีระบบการเงินเช่นกันซึ่งเป็นไปได้ยากในยุคโลกภิวัฒน์เช่นนี้
สำหรับความเป็นจริงแล้วต้องยอมรับว่าเมื่อมีระบบการเงินก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับเรื่องที่คาดไม่ถึง ความเสี่ยงหนี้เสียที่เกิดขึ้น ดังนั้นในแง่ของการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมนั้นควรเจาะลึกลงไปในระดับจุลภาคด้วยเพื่อดูว่าอไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดหนี้ครัวเรือน หนี้ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสียมากน้อยเพียงใด หรือเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดทรัพย์สินในระยะยาว เป็นต้น


อรศิริ รังรักษ์ศิริวร เศรษฐกร 4 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ศึกษาถึงพฤติกรรมครัวเรือนกับการก่อหนี้ โดยเห็นว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดหนี้เพิ่มขึ้นนั้นมาจากรายได้ครัวเรือนเป็นหลัก ซึ่งหมายถึงว่าการบริโภคของครัวเรือนนั้นแปรผันตามรายได้ ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจในเชิงลึกของหนี้ครัวเรือน จึงจำเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมของครัวเรือน เพราะเหตุใดครัวเรือนถึงก่อหนี้ ครัวเรือนนำเงินกู้ยืมไปใช้อย่างไร หนี้ที่เพิ่มขึ้นมีประโยชน์หรือไม่

จากผลการสำรวจโดยสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่าง 6 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ลพบุรี บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สตูล แพร่ จังหวัดละ 240 ครัวเรือนตามชุมชนเมือง โดยการสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถามว่าในปีที่ครัวเรือนมีรายได้น้อยที่สุด การตอบสนองที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร โดยพบว่าจำนวน 33% จะกู้ยืม 24%ใช้เงินออมที่เก็บ และ 12%ลดการใช้จ่าย

ส่วนแหล่งการกู้เงิน 55%มาจากกองทุนหมู่บ้าน 14%มาจากเพื่อบ้านและญาติ และ7.8% มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อรศิริ สรุปในภาพรวมว่า การบริโภคของครัวเรือนจะแปรผัน
ตามรายได้ เมื่อรายได้ลดครัวเรือนก็จะมีการลดค่าใช้จ่าย หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นการกู้ยืมในรูปแบบต่างกันไป


อย่างไรก็ตามผลการศึกษาเรื่องหนี้ครัวเรือน และพฤติกรรมการก่อหนี้ครัวเรือนเป็นขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น การสรุปของงานชิ้นนี้ยังไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้ เพราะยังขาดรายละเอียดเชิงลึก ซึ่งทำให้หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องทำการศึกษาระดับลึกต่อไป

แม้ผลงานการศึกษาเรื่องหนี้ภาคครัวเรือนยังไม่อาจชี้วัดว่าหนี้ที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบต่อครัวเรือนมากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าอย่างน้อยหนี้ที่ภาคครัวเรือนสร้างขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทำลายระบบเศรษฐกิจได้เช่นกัน และเพื่อรับมือเรื่องดังกล่าว การศึกษาในขั้นต่อไปจึงควรทำควบคู่ไปกับการวางแผนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วย


ที่มา : http://www.thanachart.com/popup5.html

..........................................
คำถามท้ายเรื่อง
  1. ผลการศึกษาเรื่องงบดุลครัวเรือน พบว่าหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้อะไร
  2. ความเป็นจริงต้องยอมรับว่าเมื่อมีระบบการเงินก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับอะไร
  3. หนี้อะไรก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทำลายระบบเศรษฐกิจได้เช่นกัน

Thursday, November 13, 2008

แบงก์ชาติเล็งลดดอกเบี้ย

จัดทำบทความโดย :: น.ส. เกศินี เดชากร
เลขทะเบียน :: 4901202036


เรื่อง :: แบงก์ชาติเล็งลดดอกเบี้ย

..............................................

คลังห่วงสภาพคล่องไม่พอกดศก.ถดถอย

ผู้ว่าการแบงก์ชาติยอมงอ พร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หาก ข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่สศช. ประกาศกลางเดือนนี้ออกมาดี ระบุหากแนวโน้มตลาดโลกลดดอกเบี้ยลงมาก ก็จะพิจารณาตามตลาดโลก ด้านคลัง เผย สภาพคล่องในระบบยังน่าเป็นห่วง ระบุหากลดอัตราดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจโดยรวมแย่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธทป.) กล่าวในงาน Bank of Thailand’s international symposium 2008 “โลกาภิวัตน์ระบบการเงินและตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่” ว่า การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของไทย คงไม่จำเป็นต้องประชุมฉุกเฉินคณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) แต่คงต้องรอดูการพิจารณาเศรษฐกิจแท้จริง โดยเฉพาะ การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสำนัก งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งหากตลาดโลกมีทิศทางปรับลดดอกเบี้ยลงมากก็พร้อมพิจารณาไปตามตลาดโลก

ดร.ธาริษา ยังกล่าวถึงกรณีที่ ดร. สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ถอนเงินที่ฝากไว้กับ ธปท.ออกไปปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจว่า ขณะนี้ในทุกเช้าของทุกวันได้คืนสภาพคล่องไปให้ธนาคารพาณิชย์วันละ 400,000-500,000 ล้านบาทอยู่แล้ว และสภาพคล่องในระบบน่าจะเพียงพอ

ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวถึงข้อเสนอ ของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 50,000 ล้านบาทว่า มองว่ากองทุน ดังกล่าวไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ธุรกิจต่างๆ ได้ขอกู้น้อยลง ต้องใช้เครื่องมือหรือมาตรการอื่นเข้ามาดูแลร่วมกัน โดยเฉพาะแนวทาง การค้ำประกันให้กับภาคอุตสาหกรรม เช่น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม (บสย.) แม้กำลังควบรวมกิจการกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ก็สามารถค้ำประกันให้กับเอสเอ็มอีได้ รวม ถึงธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) และธนาคาร พาณิชย์ ต้องร่วมมือค้ำประกันความเสี่ยงให้กับเอกชนมากขึ้น

สำหรับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ ผู้ว่าการ ธปท. เห็น ว่า ไม่ควรผ่อนปรนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพราะ มาตรฐานบาเซิล 2 ได้ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง และธนาคารต่างๆ ก็พร้อมดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่เป็นการดูดเงินจาก ระบบ ดังนั้น จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ แต่ให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น

ด้านดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่า ธปท.ฝ่ายนโยบายการเงินให้ความเห็นว่า การออกพันธบัตรของกระทรวงการ คลัง ที่จะนำมาใช้เป็นงบประมาณกลางปี 2552 วงเงิน 100,000 ล้านบาท จะไม่กระทบต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตร เพราะคลังจะออกพันธบัตรเพียง แค่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทยอยออกตามความจำเป็นและลักษณะการใช้เงินจะไม่ทำให้ตลาดเงินผันผวน โดยธปท. จะลดการต่ออายุพันธบัตรและดูแลสภาพคล่องไม่ให้หดหาย

รองผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวอีกว่า ธปท. จะไม่แทรกแซงเงินบาทเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดเงินขณะนี้ไม่ผันผวนเหมือนครั้งก่อน และการออกพันธบัตรของ ธปท.จะพิจารณาจากนโยบายการเงิน และ การวางแผนในระยะสั้น

ขณะที่ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และผอ.สถาบัน วิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพคล่อง ในระบบสถาบันการเงินมากกว่าการจะลดอัตราดอกเบี้ยลงหรือไม่ เพราะขณะนี้เชื่อว่าสิ่งสำคัญที่หลายฝ่าย รวมทั้งผู้ประกอบการมอง คือ ความเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินว่า มีเพียงพอหรือไม่ เพราะหากไม่เพียงพอก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศให้มีการชะลอตัวลง แต่ทั้งนี้หากลดอัตราดอกเบี้ยลงแต่ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศประสบปัญหาตามภาวะการชะลอตัวของโลก การลดดอกเบี้ยก็ไม่สามารถจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้

“มองว่าขณะนี้สิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกคนต้องดูแลสภาพคล่องในระบบให้มีเพียงพอ มากกว่าที่จะมองว่าระยะนี้ควรมีการลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ เพราะสิ่งที่เป็นห่วงไม่ใช่เรื่องลดดอกเบี้ย หากสภาพคล่องมีไม่เพียงพอแล้วก็จะมีปัญหาต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันหากมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงในภาวะที่เศรษฐกิจมีปัญหาหรือเริ่มชะลอตัว ก็เท่า กับไม่มีประโยชน์” ดร.คณิศ กล่าว


ที่มา :: www.siamturakij.com ประจำวันที่ 12-11-2008 ถึง 14-11-2008

..........................................

คำถามท้ายเรื่อง
  1. ทำไมกระทรวงการคลัง ต้องการให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง ?
  2. มาตรฐานบาเซิล 2 มีผลดีอย่างไรต่อสถาบันการเงิน ?
  3. สภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินไม่เพียงพอ ส่งผลอย่างไรต่อประเทศ ?